งานวิ่ง จอมบึง

ในวันที่ 17 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา หากเพื่อนนักวิ่งท่านใดไม่ได้ไปเข้าร่วมงานวิ่งที่หลายคนกล่าวขานว่าเป็นรายการวิ่งที่ดีที่สุดในประเทศไทย คงจะรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมากแน่นอน เนื่องจากงานที่ผมเองไปเข้าร่วมและสัมผัสมาด้วยตัวเองนั้น เป็นงานแข่งขันมาราธอนที่มีเสน่ห์มากที่สุดงานนึงเลยทีเดียว ซึ่งงานที่ผมได้ไปมาครั้งนี้ชื่อว่า “จอมบึง มาราธอน” ครับ

งานวิ่ง จอมบึง

เมื่อปีที่แล้วผมได้ไปวิ่งมินิมาราธอนรายการนี้เพราะเพื่อนๆพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นงานที่ดีมากในตอนแรกก็นึกว่าน่าจะเหมือนๆกับที่วิ่งทั่วไปในกรุงเทพฯ วิ่ง รับเหรียญ กินข้าว จบ แต่เมื่อเข้าไปสัมผัสจริงๆ ทีเด็ดของงานนี้มีดีกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้เข้าใจที่มาของคำพูดที่ว่า

 

“งานวิ่งชาวบ้าน มาตรฐานสากล”

(แปรผกผันกับ งานวิ่งสากล มาตรฐานชาวบ้านบางงาน ที่จัดในกรุงเทพช่วงเดือนพฤจิกายน)

 

พร้อมกับวลีเด็ดที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ปากต่อปาก นักวิ่งสู่นักวิ่ง มาตลอด 31 ปี คือ

“มาราธอนแรกต้องจอมบึง”

หลังจากที่ได้ยินการเล่าขานถึงรายการนี้จากนักวิ่งด้วยกัน และได้ไปสัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของงานจอมบึงมาแล้วกับระยะมินิ ทำให้ผมตั้งใจว่า มาราธอนแรกสำหรับผม ต้องเป็นที่จอมบึง


 

ขอเริ่มจากการเตรียมตัวละกัน คือกว่าจะไปวิ่งในระยะมาราธอน(42.195KM)ได้เนี่ยมันไม่ธรรมดาเลย ถึงแม้ส่วนตัวผมจะชอบวิ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่การไปวิ่งมาราธอนมันไม่เหมือนกับที่ผ่านๆมา เพราะร่างกายของเราไม่ได้ สตองขนาดนั้น สำหรับคนปกติทั่วไป  ถ้าไม่ได้ฝึกซ้อมให้รับมือกับการวิ่งที่หนักหน่วง  ก็อาจจะผ่านมาราธอนได้แบบลากเลือดหรืออาจจะ DNF (Did Not Finish – วิ่งไม่จบ) ก็เป็นได้

ดังนั้นผมขอเล่าย้อนหลังไปสามเดือนก่อนการวิ่งมาราธอนครั้งนี้ ผมต้องทำตารางซ้อมเพื่อให้ตัวเองสตรองพอสำหรับการวิ่งในงานนี้ โดยหาข้อมูลการจัดตารางซ้อมจากที่ต่างๆ จนได้มาเป็นตารางการซ้อมของตัวเอง ซึ่งตารางการซ้อมนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนทุกคน เนื่องจากคนที่ออกแบบการฝึกซ้อมของตัวเองได้นั้นต้องรู้ลักษณะของชีวิตประจำวันของตัวเองด้วย โดยเฉพาะผมที่ทำงานเวลาไม่เหมือนชาวบ้านเค้า จะเช้าก็ไม่ใช่ จะดึกก็ไม่เชิง ทำให้เวลานอนของผมนั้นแตกต่างจากคนปกติ แต่เพราะใจที่อยากซ้อม ถึงแม้จะต้องนอนตีสองตีสาม ก็จะตื่นขึ้นมาซ้อมวิ่ง ซึ่งผมทำแบบนั้นมาตลอดช่วงเวลา 3 เดือน

งานวิ่ง จอมบึง

เมื่อเริ่มซ้อมตามตารางที่จัดไว้ปัญหาแรกๆที่ผมเจอคือการตื่นเช้า และไม่สามารถไปวิ่งโดยไม่นอนเลยได้ เพราะหากทำเช่นนั้นแล้วหัวใจจะทำงานหนักมากจนรู้สึกได้เลยว่าวิ่งไม่ไหว

และปัญหาอีกอย่างที่เจอคือการวิ่งระยะยาว ในทุกสัปดาห์ผมจะต้องวิ่งระยะยาวในวันอาทิตย์สัปดาห์ละครั้ง อย่างน้อยที่สุด 16 กิโลเมตร และมากที่สุด 35 กิโลเมตร ทำให้อดเซฟฟี่กับเพื่อนๆตามงานวิ่งที่อยากไป แต่เราต้องวิ่งวันในสวนเดิมๆ จนครบระยะที่ต้องการ  ถึงมันจะน่าเบื่อ แต่เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เรื่องแค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กๆที่ผมต้องผ่านมันไปให้ได้

งานวิ่ง จอมบึง

แต่ปัญหาที่ปวดตับที่สุดก็คือ GARMIN forerunner 15  ของผมนั้นไม่สามารถใช้ซ้อมวิ่งในระยะทางที่ยาวเกิน 30KM ได้ เพราะแบตหมดก่อนวิ่งจบ ได้แต่ร้องเพลงทิ้งไว้กลางทาง….จนซ้อมเสร็จ

งานวิ่ง จอมบึง

  ผมจึงสั่งซื้อ GARMIN forerunner 235 ตัวล่าสุด แต่ทว่า GARMIN ดันติดโรคเลื่อน จากที่จะส่งให้งานจอมบึงสุดท้ายได้ของเดือนกุมภาพันธ์มั้ง  แต่ยังดีที่หยิบยืม GARMIN fēnix 3 มาได้ ต้องขอขอบคุณทาง Banana2U สำหรับการอนุเคราะห์ครั้งนี้ครับ

งานวิ่ง จอมบึง

เมื่อสิ้นสุดการซ้อมครั้งสุดท้ายในระยะทาง 35 กิโลเมตร ก็พอรู้ตัวเองเลยว่าวิ่งไหวแน่นอน แต่สภาพตอนจบอาจไม่สวยงามสักเท่าไหร่

งานวิ่ง จอมบึง

ถึงจะซ้อมครบ ได้ความเร็วเพิ่มขึ้น แต่การบาดเจ็บในการซ้อมยาวก็ยังมีอยู่ แต่เมื่อถึงเวลานี้คงต้องสลัดความกลัวทิ้งไป แล้วออกวิ่งกันล่ะ


เช้าวันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2559 ผมออกเดินทางจากกรุงเทพไปจอมบึง ซึ่งเป็นระยะทางที่รู้สึกว่าไม่ไกลมาก ขับรถจากกรุงเทพฯไปราวๆ 3 – 4 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ถ้าอยากสัมผัสการไปวิ่งงานจอมบึงอย่างแท้จริง แนะนำให้นอนเต็นท์ครับ ซึ่งปีที่แล้วผมจัดเต็มมาก นอนเต็นท์อย่างมีความสุขสุดๆไม่กลัวเรื่องของหายหรือห้องน้ำไม่พอบริการเลย เพราะทางมหาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงนั้นดูแลจุดนี้เป็นอย่างดี

งานวิ่ง จอมบึง

พอตกเย็นไม่ต้องไปหาข้าวกินที่ไหนไกล ไปที่มหาลัยได้เลยครับ มีข้าวและขนมต้อนรับทุกคนแบบไม่ต้องเสียเงิน กินกันได้เต็มที่

งานวิ่ง จอมบึง<ขนมหม้อแกงโบราณ อร่อยมากบอกเลย>

งานวิ่ง จอมบึง

แต่ปีนี้ผมไม่ได้นอนเต็นท์เหมือนปีที่แล้ว เพราะผมเองมีอีกหนึ่งภารกิจที่เพิ่มเข้ามาคือ เป็นอาสาสมัครทางการแพทย์ ซึ่งจะทำหน้าที่ดูแลนักวิ่งตลอดเส้นทาง ทั้งเป็นลม ขาเจ็บ ตะคริวกิน และกรณีที่หนักที่สุดคือ คือการ CPR และการใช้งานเครื่อง AED(เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ) ในสภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ในปีนี้เรียกได้ว่า ทางผู้จัดงานได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เรียกได้ว่าน่าจะเป็นโมเดลที่น่าให้งานอื่นควรทำตาม

งานวิ่ง จอมบึง
งานวิ่ง จอมบึง
เช้าวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2559 เวลาปล่อยตัวที่กำหนดไว้เป็นเวลาตีสี่ แต่เนื่องด้วยเราเป็นอาสาสมัคร ทั้งทีมวิ่งและทีมปั่น จึงต้องตื่นเวลาตี 3 เพื่อสรุปแผนก่อนเริ่มงาน

งานวิ่ง จอมบึง

งานวิ่ง จอมบึง

เวลาตีสี่ ณ จุดสตาร์ทสตาร์ท การเริ่มต้นมาราธอนครั้งแรกของผมก็พร้อมแล้ว เสน่ห์ของจอมบึงที่ดึงดูดนักวิ่งทั่วประเทศให้มารวมตัวกันถึง 8,500 คนนั้นคือชาวจอมบึงที่เป็นกำลังให้นักวิ่งตั้งแต่ตีสี่ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ชาวบ้าน และผู้สูงอายุ แทบเรียกได้ว่าทุกคนเป็นกองเชียร์ให้นักวิ่งที่มาในงานนี้ ถึงรถจะติดเพราะนักวิ่ง แต่ก็ไม่มีเสียงบ่นแม้แต่น้อย มีแต่คำว่า “สู้ๆนะครับ/ค่ะ” ตลอดเส้นทาง

งานวิ่ง จอมบึง

งานวิ่ง จอมบึง

และปีนี้มีความพิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมาเนื่องด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ในระยะ 21 กิโลเมตร สำหรับเราชาวนักวิ่งนั้นมีความปลื้มปิติอย่างหาที่สุดมิได้ และพระองค์ทรงจบการแข่งขันด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 8 นาที ถือว่าพระองค์ทำเวลาได้ดีมาก

งานวิ่ง จอมบึง

กลับเข้ามาสู่การสู้กับมาราธอนของผมอีกครั้ง ในช่วงกิโลแรกๆนั้น ช่วง 1 – 10 กิโล ถือว่าเป็นการวิ่งที่ชิลๆทั่วไป อากาศเย็น ทางเรียบๆ มีกองเชียร์ ตลอดเส้นทาง ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดการแข่งขัน ก็คงจบการแข่งขันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

กิโลเมตรที่ 15 เราก็ได้เจอ ซิกเนเจอร์ของสนามนี้คือ การรดน้ำมนต์ให้กับนักวิ่งมาราธอน ผมกล้าเลยบอกว่าเป็นที่เดียวในประเทศไทยและเป็นที่เดียวในโลกก็ว่าได้ ที่มีพระสงฆ์มารดน้ำมนต์ให้แบบนี้

งานวิ่ง จอมบึง

เมื่อเราเจอพระแล้วเนื่องด้วยผมเป็นชาวพุทธศานิกชนที่ดี เลยไหว้พระและเซฟฟี่ด้วย เป็นการสร้างความเป็นมงคลให้กับชีวิต

งานวิ่ง จอมบึง

พอถึงระยะที่ 17 – 18 กิโลเมตร ก็จะผ่านทุ่งอ้อยและทิวเขาประกอบกับพระอาทิตย์ที่เริ่มพ้นขอบฟ้าขึ้นมาแล้ว ทำให้ได้วิวที่สวยงามอย่างนี้

งานวิ่ง จอมบึง

แต่ในที่สุดผมก็ได้เจอกับปีศาจตัวแรกที่ชื่อว่า “ตะคริว” เป็นปีศาจที่ไม่เคยรู้จักเลยเพราะตั้งแต่ซ้อมมาไม่เคยเป็นมันสักครั้งเดียว  จากการสันนิษฐาน สาเหตุน่าจะเกิดจากการซ้อมที่ไม่เพียงพอและไม่ได้ยืดเหยียดก่อนวิ่งบวกกับอากาศที่เย็นกว่าการซ้อมปกติ และการหยุดวิ่งเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ถึงเวลานี้ไม่ว่าเกิดจากอะไรขึ้นก็ไม่สนใจแล้วขอให้วิ่งต่อไปแล้วกัน

เมื่อถึงกิโลเมตรถัดไปก็ทำให้ผมต้องหยุด…..

งานวิ่ง จอมบึง

ชาวจอมบึง ร้องรำทำเพลง,เตรียมผลไม้,ทองหยอด,น้ำเต้าหู้,ขนมครกและข้าวต้ม ให้นักวิ่งเติมพลังกันอย่างเต็มที่…ถ้าพี่เตรียมขนาดนี้ผมไม่หยุดก็เกรงใจแล้วล่ะครับ (แต่ถ้ากินหมดคง DNF เพราะจุกมากกว่า)

วิ่งไปต่ออีกระยะนึง ปีศาจตัวที่สองก็โผล่หน้ามา ปีศาจตัวนั้นคือ”พระอาทิตย์”นั่นเอง แดดเริ่มแรงขึ้น อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น แต่โชคยังดีที่สนามของจอมบึง มีความง่าย(แล้วเหรอ) ตรงที่ไม่มีสะพานและเนินสูง ทำให้นักวิ่งสามารถวิ่งได้ง่าย แต่ถ้าไม่ได้ซ้อมมาก็เป็นกำแพงหนาๆที่ทับเราตายได้เช่นกัน

งานวิ่ง จอมบึง

เมื่อถึงกิโลที่ 25 เห็นจุดกลับตัว ก็ดีใจที่เราผ่านมาเกินครึ่งของมาราธอนแล้ว ปกติแล้วผมรู้สึกเฉยๆกับป้ายพวกนี้นะ แต่วันนี้รู้สึกเลยว่ามีค่ามาก เหมือนเป็นแรงใจเล็กๆให้เราได้สู้ต่อไป

งานวิ่ง จอมบึง

เมื่อถึงจุดย้อนกลับ จะเป็นการกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมที่วิ่งมา แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ การฟีเจอร์ริ่งของ ปีศาจทั้งสองตัว ทั้งตะคริวทั้งแสงแดดเวลาแปดโมงเช้า แต่ก็ไม่ใช่ผมคนเดียวที่กำลังประสบปัญหาจากปีศาจทั้ง 2 นี้ เพราะมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกเป็นร้อยๆคน ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร ผมไม่จะกลัวและขอวิ่งต่อไป ถึงแม้เท้าจะก้าวไม่ค่อยออกแล้วก็ตาม

เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 35 ก็ได้เจอปิศาจที่ชื่อว่า “ปีศาจกิโลเมตรที่ 35” ปีศาจตัวนี้คือหัวใจตัวเอง ทั้งความเหนื่อย ความเจ็บปวดและความร้อน บอกตรงๆเลยเมื่อถึงระยะนี้แทบเรียกว่าเดินมากกว่าวิ่ง แต่ถามว่าท้อไหม บอกได้เลยว่าไม่ เพราะการซ้อมยาวนั้นนอกจากจะเป็นการซ้อมสภาพร่างกายให้พร้อมสำหรับการใช้งานอย่างหนักหน่วงแล้ว ยังเป็นเป็นการซ้อมหัวใจให้ผ่านสภาวะนี้ไปได้ด้วย ตอนนั้นรู้แค่ว่าจะไม่ DNF แน่นอนเพราะมันจะทำให้ที่ซ้อมมาตลอดสามเดือนไร้ค่าไปในทันที คิดแค่นั้นแล้วก็เดินหน้าต่อไป ด้วยคติที่ว่า “วิ่งไม่ไหวก็เดิน เดินไม่ไหวก็คลาน คลานไม่ไหวก็กลิ้งไป”

งานวิ่ง จอมบึง

ขอตัดเข้ามาจุดใกล้เข้าเส้นชัยเลยแล้วกันนะ ถึงแม้จะเดินร่วม 10 กิโลเมตร แต่ไม่ท้อเลยสักนิด เนื่องจากมีเพื่อนนักวิ่งเดินด้วยกันและมีชาวจอมบึงให้กำลังตลอดเส้นทาง ใจจริงแทบบอกให้มานั่งพักก่อนแล้ววิ่งต่อ แต่ถึงจุดนี้แล้วกลัวนั่งแล้วนั่งยาวเลยขอไปต่อดีกว่า

นาทีที่เห็นเส้นชัยอยู่ตรงหน้า มันทำให้ดีใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะสิ่งที่ทำมาไม่ว่าในวันนี้หรือย้อนหลังไปสามเดือนก็ประสบความสำเร็จแล้ว และเมื่อเส้นชัยอยู่ห่างเพียง 100 เมตร สิ่งที่ทำคือการตะโกนเรียกพลังงานเฮือกสุดท้าย แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งเข้าเส้นชัยโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว

งานวิ่ง จอมบึง

ถึงแม้จะเข้าเส้นชัยเวลาประมาณเที่ยง แต่ก็ยังได้รับการต้อนรับจากกองเชียร์ชาวจอมบึงเป็นอย่างดี และในที่สุดผมก็ได้เป็น “Finisher” (บอกตามตรงว่าเห่อมาก)

งานวิ่ง จอมบึง

สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณ หลายอย่างๆและหลายๆคนดังต่อไปนี้ครับ

  1. ขอบคุณชาวจอมบึงที่ดูแลนักวิ่งทุกคนด้วยไมตรีจิต มีเสียงเชียร์ให้กำลังตลอดเส้นทาง
  2. ขอบคุณผู้จัดงานที่รักษามาตรฐาน งานวิ่งชาวบ้านมาตรฐานระดับสากล  ไว้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าจำนวนผู้เข้าร่วมจะมีมากกว่าหลายครั้งที่ผ่านมาก็ตาม
  3. ขอบคุณเพื่อนนักวิ่งทุกท่านที่เป็นกำลังใจให้นักวิ่งด้วยกัน
  4. ขอบคุณทีมอาสาสมัครทุกท่านที่ช่วยกันทำงานกันอย่างเต็มที่
  5. ขอบคุณทีมแพทย์ทุกท่านที่ช่วยกันดูแลนักวิ่งตลอดเส้นทาง งานนี้ทีมแพทย์ทำงานหนักมาก ตะคริว
  6. ขอบคุณน้องนักเรียนชาวจอมบึงที่ ส่งเสียงเชียร์และค่อยส่งน้ำให้นักวิ่งทุกท่าน
  7. ขอบคุณทีมวิ่งแฟนซีที่ช่วยสร้างสีสันและเปิดเพลงให้กำลังใจนักวิ่ง (โดยเฉพาะเพลง “I will survive”)
  8. ขอบคุณตะคริวที่มาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 20 ทำให้รู้ว่า เราสามารถชนะอุปสรรคได้ถ้าเราสู้ เข้าใจคำว่า “ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว”
  9. สุดท้าย ขอบคุณมาราธอน ตลอดสามเดือนที่ฟิตซ้อมมา ทำให้เห็นพัฒนาการของตัวเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ ทุกครั้งที่วิ่งยาว ท้อ เหนื่อย กลัว เจ็บ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ และหวังว่าจะนำความไม่ยอมแพ้ครั้งนี้ไปใช้กับชีวิตจริงในทุกวันและทุกเรื่อง

 

“ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งกิโลเดียวก็พอ ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยมาวิ่งมาราธอน”

ถ้าคุณแค่อ่านประโยคนี้รับรองไม่มีวันเข้าใจแน่ คุณต้องลองสัมผัสมันด้วยตัวเอง

 

See you again CBMT2017 ขอกลับไปทำเวลาให้ดีกว่านี้หน่อยนะจ๊ะ

งานวิ่ง จอมบึง

 

Powered by bacidea

or

Log in with your credentials

or    

Forgot your details?

or

Create Account